| << | สิงหาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | ||||||
ใครเคยอกหัก..รักระทมกันมั่ง..
..มันเจ็บไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ
ทำยังไง..ก็ไม่หาย..
..จะนั่ง..จะนอน
ก็มีแต่ภาพเค้า..ลอยอยู่ตรงหน้า..
..กินไม่ได้..นอนก็หลับตาไม่ลง
ยิ่งฟังเพลง..น้ำตายิ่งอาบหน้า..
..จะต้องใช้เวลา
อีกนาน..แค่ไหน..
..ถึงจะลบภาพเค้า
ออกไปจากใจ..ได้ซะที
โรคใหม่กำลังระบาด มันคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบๆ แพร่เชื้อเข้าไปในที่ที่มีคนหนาแน่น เริ่มจากหนึ่งคน ไปสอง จนเป็นร้อย เป็นพันคนได้ในเวลาอันรวดเร็ว .
เรื่องมันเกิดขึ้นตอนที่ว่า....
เพื่อนมันโทรมาชวนฉันไปดูคอนเสิร์ต ทั้งๆ ที่มันก็รู้ว่าคนอย่างฉันเนี่ย แค่ฟังเพลงทางวิทยุหรือ CD ก็หรูพอแล้ว แต่ที่มันมาชวนฉันก็เพราะว่า เพื่อนอีกคนมันติดธุระกะทันหัน ฉันก็เลยต้องไปเป็นเพื่อนมันอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่
หลังจากวันนั้น ฉันมองย้อนกลับไป ก็ทำให้รู้ว่า โรคนี้มันเริ่มระบาดมาจากงานคอนเสิร์ตที่ฉันไปกับเพื่อนนั่นเองฉันน่าจะเฉลียวใจตั้งแต่สังเกตเห็นความผิดปกติของโรคนี้ ตั้งแต่แรกที่ก้าวเข้ามาในงานนั้น
เฮ้ย..ปอ เป็นไรอ่ะ ทำไมแกต้องรีบร้อนขนาดนี้ ประตูมันเปิดทุ่มนึงไม่ใช่เหรอ ฉันถาม
เออ..ต้องรีบไป เดี๋ยวไม่ทัน แก..เร็วๆเข้าสิ เพื่อนมันฉุดฉันวิ่ง
ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมเพื่อนมันต้องรีบร้อนขนาดนั้น อันที่จริงมันเป็นอาการแรกเริ่มของโรคนี้ต่างหาก ที่คนติดเชื้อจะมีอาการกระวนกระวาย ลุกลี้ลุกลน การหายใจถี่เร็วขึ้น แต่ตอนนั้นฉันจะไปรู้ได้ไงว่านี่คือโรคร้ายชนิดหนึ่ง
เมื่อเราเข้าไปนั่งในฮอลล์ ฉันมัวแต่ตื่นตาตื่นใจกับความกว้างใหญ่ และแสงสีตระการตาภายในฮอลล์ จนไม่เฉลียวใจว่าหลายๆ คนในที่นั้นต่างก็มีอาการคล้ายๆ กับเพื่อนของฉัน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันได้เข้ามามีส่วนร่วมในบรรยากาศแบบนี้ ที่ผ่านมาฉันก็ได้แต่ดูจากใน CD ที่ยืมเพื่อนมาเป็นครั้งคราวแค่นั้นเอง
เป็นไงล่ะ ตะลึงไปเลยล่ะสิ เห็นมั๊ย ชั้นบอกแล้วว่าแกต้องชอบ เพื่อนมันยื่นที่คาดผมมาให้ฉัน เอ้า,,เอานี่ไปใส่
อะไรอ่ะ..ที่คาดผมไร ทำไมมันมีเขาแดงๆ ฉันพลิกดูมันมีแสงแว๊บๆ สีแดงที่เขามันด้วย แปลกดี เอาไว้ทำไรอ่ะ
ใส่ไปเหอะ เดี๋ยวดีเอง เพื่อนฉันมันหัวเราะคิกคัก นี่ก็เป็นอีกอาการหนึ่ง คือควบคุมตัวเองไม่ได้ รู้สึกขำโดยไม่มีสาเหตุ
เมื่อคอนเสิร์ตเริ่ม ฉันเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่ามันคือโรคร้าย ฉันเห็นคนหลายคน เกือบจะทั้งฮอลล์ด้วยซ้ำมีอาการควบคุมตัวเองไม่ได้ เส้นเสียงของพวกเขาเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเพศชาย หญิง หรือเพศอื่นๆ ต่างก็มีเส้นเสียงที่อยู่ในโทนเดียวกันได้อย่างน่าประหลาด ยิ่งนานไปฉันก็ยิ่งเห็นในสิ่งที่น่าตระหนก มากขึ้น หลายๆ คนเริ่มมีอาการข้อต่อเสื่อม ฉันเห็นพวกเขาไม่สามารถบังคับกระดูกต้นคอ สะโพก หรือต้นขาได้ มันสั่นไหว โอนไปเอนมาพร้อมๆ กัน นอกจากความผิดปกติทางร่างกายแล้ว ฉันยังสังเกตเห็นความผิดปกติทางจิตอีกด้วย นั่นคือ...
..อุปทานหมู่..
ให้ตายสิ..ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้เห็นของจริงในวันนี้ ที่ผ่านมา มันสามารถทำให้เกิดกับคนแค่ไม่กี่คนเท่านั้นเอง ถึงแม้ว่าจะสามารถสะกดคนระดับดอกเตอร์ได้ก็เหอะ ฉันว่าแพ้ที่นี่หลุดลุ่ย ก็นี่..คนเกือบทั้งฮอลล์ เชียวนะ ที่พร้อมใจกันทำตามผู้ชี้นำที่ยืนอยู่บนเวทีข้างหน้า ไม่ว่าเขาจะสั่งให้ทำอะไร ให้ตะโกน ตบมือ ชูกำปั้นขวา ฯลฯ ทุกคนต่างก็ทำตามกันอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย อะไรกันเนี่ย..ฉันหันไปมองเพื่อน เพื่อนของฉัน กำลังควบคุมตัวเองไม่ได้ ข้อต่อภายในตัวมันคงโดนโรคร้ายกัดกินจนเสื่อมไปหมดแล้ว ตัวมันถึงส่ายไปมาแบบนั้น แถมยังชูกำปั้นไปข้างหน้าอย่างดุดัน นี่ถ้ามันตะโกนคำว่า ฆ่ามัน ขึ้นมาด้วยละก็ พวกช่างกลทั้งหลายคงซูฮกมันแน่ๆ แต่..น่าประหลาด ทั้งๆ ที่โรคร้ายกำลังกลุ้มรุมมันและคนอื่นๆ ในฮอลล์ แต่สายตาของพวกเขาสิ กลับมีแววแห่งความสุขอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ..โอ..โรคนี้..มันช่างน่ากลัวจริงๆ..
*********************************************
ถ้าหากกล้องวิดีโอที่บันทึกภาพคอนเสิร์ตในงานวันนั้น ได้แพนกล้องมาทางที่นั่ง B3 ก็จะเห็นหญิงคนหนึ่งสวมที่คาดผมที่มีเขาส่องแสงกระพริบสีแดงอยู่ แว๊บๆ ได้ติดโรคร้ายตัวนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยซะแล้ว
*********************************************
วันนี้ตื่นเช้ามา นึกอยากกินขนมครกขึ้นมาติดหมัด อุตส่าห์มองหาตอนนั่งรถเมล์ไปทำงาน แปลกจังแฮะ ไม่ยักกะมีขายซักเจ้า เลยแวะถามป้าขายปาท่องโก๋หน้าที่ทำงาน ว่าแถวนี้มีขนมครกขายมั๊ย ป้าหันมามองหน้า "โฮ้ย..เดี๋ยวนี้ใครเค้าขายกันตอนเช้า อยากกินก็โน่น..ตอนเย็นโน่น เอาปาท่องโก๋ไปกินแทนแล้วกัน" "เอ่อ..ไม่ละป้า อยากกินหนมครกอ่ะ ปาท่องโก๋มันอ้วน" ได้ผล ป้าแกเกือบเอาตะเกียบยักษ์ทิ่มหน้า (เออ..เค้าเรียกอะไรไม่รู้ ที่เอาไว้คีบปาท่องโก๋น่ะ) "งั้นก็ไปไกลๆ อย่ามายืนบังหน้าร้าน คนอื่นเค้าจะซื้อกัน" "ป้า..ป้า..ไม่คิดเปลี่ยนมาขายหนมครกมั่งเหรอ แคะหนมครกหนุกกว่าน้า" คราวนี้นอกจากตะเกียบยักษ์ยังมีปาท่องโก๋แถมติดปลายไม้มาด้วย "ไอ้เด็กนี่ กวนโมโหแต่เช้า คราวหน้าจะไม่ขายให้เลย คอยดู๊..ถ้าวันนี้ขายไม่ได้กำไรล่ะก็ จะขึ้นไปเล่นงานถึงโต๊ะ มึ๊ง" ป้าแกตะโกนโหวกเหวกไล่หลังมา แต่ผมไม่หยุดฟังตั้งแต่ประโยคแรกแล้วละครับ สรุปว่าเช้านี้ผมก็เลยอดทั้งขนมครกทั้งปาท่องโก๋ คงต้องเล่นกาแฟเปล่าๆ รองท้อง โทษฐานที่ไปปากเสียกะป้าแก ก็แหม..คนอยากกินหนมครกมาบอกให้กินปาท่องโก๋แทน ทำยังกะมันเป็นสินค้าประเภทเดียวกันงั้นแหละ ถึงมันจะเกินอิ่มเหมือนกันก็เหอะ ว่าแต่ผมมานั่งนึกๆ ดูมันก็แปลก ที่เดี๋ยวนี้ขนมครกที่เคยเป็นอาหารเช้าดันกลายมาเป็นอาหารเย็นซะนี่ แถมยังอัพเกรดขึ้นมาขายถึงบนห้าง ทีนี้เลยมีขายกันทั้งวัน ทั้งคืน แล้วหน้าตาก็ดูหรูหราขึ้นเป็นกอง สองกอง จากขนมครก ธรรมด๊า..ธรรมดา หน้าขาวๆ นวลๆ อย่างดีก็มี ต้นหอมโรยหน้า พอขึ้นห้างเท่านั้นแหละ โดนจับแต่งหน้าแต่งตาซะสวยจนจำแทบไม่ได้ มีทั้งหน้าเหลือง หน้าส้ม หน้าม่วง เห็นแล้วก็นึกถึงสาวๆ นักศึกษา หน้าละอ่อนสวยๆ ขาวๆ อยู่ดีๆ ไปเอาสีมาละเลงหน้าเล่นซะงั้น แล้วจากชื่อขนมครก สั้นๆ เข้าใจง่ายๆ ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามซะใหม่ ไม่รู้ไปให้หลวงพ่อวัดไหนตั้ง มีทั้ง ชาววัง เจ้าเก่า ต้นตำรับ บางทีก็เอาชื่อจังหวัดมาต่อท้าย จนงงว่าไอ้จังหวัดนี้มันมีขนมครกหน้าตาแบบนี้ขายตั้งกะเมื่อไหร่กัน เรื่องประหลาดอีกอย่างของขนมครก ก็คือว่า เออ..ทำไมต้องขายเป็นคู่ เอามาประกบกันซะแน่นยังกะคู่กิ๊กเชียว อีตอนแรกที่แคะออกมาจากเบ้า ก็เห็นเอามาวางเดี่ยวๆ ฝาใครฝามัน แต่พอเวลาขายกลับเอามาประกบกันซะนี่ แล้วเวลากิน ไม่เห็นมีใครกินเป็นคู่ซะที ก็เห็นเปิดฝาดูหน้า แล้วก็พรากคู่รักเค้าซะทุกที หรือว่านี่คือสัจธรรมของชีวิต โอ้..เปรียบขนมครกก็เหมือนกับชีวิตคนเรา ตอนเกิดมา เราก็เกิดมาคนเดียว อยู่ๆ ไปได้ไม่นาน ก็ต้องมีคู่ร่วมหัวจมท้ายด้วยกัน แต่แล้ว..วาระสุดท้ายนั่นเอง เราก็ต้องพรากจากกันจนได้ เหมือนคำกล่าวที่ว่า "เวลาเราเกิดมา เราก็เกิดมาคนเดียว..เวลาเราตาย..เราก็ตายคนเดียว" สาธุ เห็นทีครั้งต่อไปที่ได้กินขนมครก ผมคงต้องยกมือจบก่อนกินเป็นแน่ ทันใดนั้น ผมก็เกิดไอเดียขึ้นมา เหมือนดวงตาเห็นธรรมอยู่รำไร ก็ในโลกนี้คนที่อยู่เป็นโสดก็มีออกเยอะแยะไป รวมถึงตัวผมด้วย เวลาเกิด เราก็เกิดมาคนเดียว เวลาตายเราก็ตายคนเดียว ไม่เห็นจำเป็นจะต้องมีช่วงเวลามีคู่ตรงกลางกันทุกคนเลยนี่นา ..ผมจะขายขนมครก แล้วขนมครกของผม จะขายเป็นข้างเท่านั้น จะไม่มีการเอามาประกบคู่ให้คนโสดต้องสะท้อนใจ ขนมครกของผมจะมีแต่หน้าขาว นวล สวย เหมือนชายบริสุทธิ์ที่ไม่เคยผ่านความรักมาก่อน ผมจะตั้งชื่อขนมครกของผมว่า "ขนมครกคนโสด" (ถ้าหลวงพ่อตรวจแล้วว่าเป็นชื่อมงคล)แล้วสถานที่ดำเนินธุรกิจของผมก็คือ.. ..หน้าบริษัท..ข้างๆ ร้านปาท่องโก๋ป้าแต๋ว..ผมเคยได้ยินมาว่า ป้าแกก็โสดสนิทเหมือนกัน ไม่แน่..ผมอาจจะเกลี่ยกล่อมให้แกยอมขายปาท่องโก๋เป็นข้างเหมือนกันกับผมได้ในวันหนึ่ง โดยที่ไม่โดนประทุษร้ายจากตะเกียบคู่ของแก ****************** ถ้าใครบังเอิญเดินผ่านไปเห็นร้านขายขนมครกกับปาท่องโก๋ที่ขายอยู่ข้างกันแล้วติดป้ายบอกว่า "ข้างละ 2 บาท" แล้วอยากซื้อกินล่ะก็ อย่าเพิ่งตกใจ ถ้าถูกถามว่า "เป็นโสดรึเปล่า" ตั้งสติให้ดีแล้วให้ตอบว่า "โสดสนิท" เพราะเราจะขายให้เฉพาะคนโสดเท่านั้น แล้วถ้าอยากรู้เหตุผล..เรายินดีบอกเล่าถึงที่มาให้คุณฟัง.. ..มันเป็นสัจธรรม..เช่นนั้นแล.. ******************
ขนมครก..ขนมที่คนไทยรู้จักมาตั้งแต่โบราณ มันมีความหมายอะไรซ่อนอยู่ภายใต้หน้าตาขาวๆ จืดๆ นั้น..

